::: ขอต้อนรับสู่เว็บไซต์โรงเรียนกำแพง จังหวัดศรีสะเกษ เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 28 :::: www.kps.ac.th :::
April 2019
S M T W T F S
1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30

เอกสารเผยแพร่ โรงเรียนกำแพง

ฺฺฺBest Practice ครูปาริสา อร่ามรือง : การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) ผสานหลักการทำงานของศาสตร์พระราชา

แบบเสนอวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ( Best Practice )

โรงเรียนกำแพง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28

--------------------------------------------------------------------------------------

ชื่อผลงาน: การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) ผสานหลักการทำงานของศาสตร์พระราชา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

ชื่อผู้เสนอผลงาน: นางปาริสา อร่ามเรือง ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ

โทรศัพท์มือถือ: 062-1545626   e-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

รายละเอียดผลงาน

1. ความเป็นมาและความสำคัญของวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ

         ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 โดยเฉพาะหมวด 4 มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล (2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา (3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติ ให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง  (4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรมค่านิยมที่ดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา (5) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอานวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ , 2549)

         เครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st Century Skills) (2555) ได้พัฒนาวิสัยทัศน์การเรียนรู้เป็นกรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะเฉพาะด้าน ความชำนาญการและความรู้เท่าทันด้านต่างๆเข้าด้วยกัน เพื่อให้ประสบความสำเร็จทั้งในด้านการทำงานและการดำเนินชีวิต เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตใหม่สำหรับประเทศไทย การพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ทุกทักษะไปใช้ นักเรียนทุกคนจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้มีความรู้ความเข้าใจเนื้อหาหลักด้านวิชาการ การที่นักเรียนจะสามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นต้องอาศัยการบูรณาการของพื้นฐานความรู้ดังกล่าวภายใต้บริบทการสอนความรู้วิชาหลัก นักเรียนต้องเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นเพื่อให้ประสบความสำเร็จในโลกทุกวันนี้ เช่น การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การคิดแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ การสื่อสารและการร่วมมือกันทางาน การรอบรู้สาระวิชาหลักและทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของนักเรียน สาระวิชาหลักได้แก่ ภาษาอังกฤษ การอ่าน ภาษาของโลก ศิลปะคณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การปกครองและความเป็นพลเมืองที่ดี แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้เพื่อมีชีวิตในโลกยุคศตวรรษที่ 21 โรงเรียนต้องส่งเสริมความเข้าใจเนื้อหาวิชาการให้อยู่ในระดับสูงด้วยการสอดแทรกทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 เข้าในทุกวิชาหลัก ได้แก่ ความรู้เรื่องโลก (Global Awareness) ความรู้ด้านการเงิน, เศรษฐกิจ, ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ (Financial, Economic, Business and Entrepreneurial Literacy) ความรู้ด้านการเป็นพลเมืองที่ดี (Civic Literacy) ความรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Literacy) ความรอบรู้ ด้านการเรียนรู้และนวัตกรรมจะเป็นตัวกำหนดความพร้อมของนักเรียนในการเข้าสู่การทางาน ซึ่งมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นในโลกปัจจุบัน ทักษะด้านนี้ ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) การสื่อสารและความร่วมมือ (Communication and Collaboration) ในด้านทักษะสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยีทุกวันนี้ เราอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ขับเคลื่อนด้วยสื่อและเทคโนโลยี ซึ่งจะเห็นได้จากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจานวนมากมาย การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้านเทคโนโลยีการศึกษาและความสามารถในการเชื่อมโยงกัน และการมีส่วนร่วมในอัตราที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พลเมืองและแรงงานที่มีประสิทธิภาพต้องสามารถแสดงทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและปฏิบัติงานได้หลากหลาย เช่น ทักษะด้านสารสนเทศ (Information Literacy) ทักษะด้านสื่อ (Media Literacy) ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information, Communications and Technology, Literacy) ในส่วนของทักษะชีวิตและอาชีพชีวิตและสภาพการทางานในทุกวันนี้ จาเป็นต้องมีทักษะการคิดและองค์ความรู้เพิ่มขึ้นมากมาย ความสามารถในการทำงานในยุคที่แข่งขันกันด้านข้อมูลข่าวสารและการดำรงชีวิตที่มีความซ้ำซ้อนให้ประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นที่นักเรียนต้องใส่ใจอย่างเคร่งครัดในการพัฒนาทักษะชีวิตต่อไปนี้ให้เพียงพอ ได้แก่ ความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว (Flexibility and Adaptability) การริเริ่มและการกำกับดูแลตนเองได้ (Initiative and Self-Direction) ทักษะด้านสังคมและทักษะข้ามวัฒนธรรม (Social and Cross-Cultural Skills) การมีผลงาน และความรับผิดชอบตรวจสอบได้ (Productivity and Accountability) ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ (Leadership and Responsibility) (ภาคีเพื่อทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 , 2555 : วิจารณ์ พานิช, 2555)

         ดังนั้นการศึกษายุคใหม่จึงได้ชื่อว่า การเรียนรู้สาหรับศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีความหมายว่า แตกต่างจากการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 20 และ 19 อย่างสิ้นเชิง วิธีการหลายอย่างที่เคยใช้ได้ผลดีถือเป็นวิธีการที่ล้าสมัย เช่น การสอนแบบสอนหน้าชั้นโดยครูบอกสาระวิชาให้นักเรียนจด หรือการสอนแบบบรรยายหน้าชั้น (Lecture) ในมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นวิธีการเรียนแบบนักเรียนเป็นผู้รับถ่ายทอดสาระหรือเนื้อความรู้ด้วยเหตุผลหลากหลายประการ การเรียนรู้ที่ได้ผลดีต้องเป็นวิธีการที่นักเรียนเป็นผู้ลงมือทำ (Learning by doing) ไม่ใช่นักเรียนเป็นผู้ฟังและจด-จำ วิธีการเรียนรู้แบบลงมือทำตกผลึกเป็น “กระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ( Problem based Learning หรือเรียกว่า PBL) เป็นนวัตกรรมหนึ่งในการพัฒนาความฉลาดภายนอก (ความเข้าใจต่อโลกและปรากฏการณ์)ให้กับผู้เรียน ทาให้เกิดกระบวนการเรียนรู้จากปมปัญหาสู่ปัญญา เพราะสังคมโลกนับวันจะยิ่งซับซ้อนขึ้น จำนวนปัญหาจะมากขึ้น ซับซ้อนขึ้น ยุ่งเหยิงขึ้น กระบวนการเรียนรู้โดย PBL จะทำให้ผู้เรียนไม่ตื่นกลัวกับปัญหา มองปัญหาเป็นเรื่องท้าทายซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความเข้าใจต่อปัญหา และหาวิธีการแก้ปัญหา กระบวนการทำความเข้าใจต่อปัญหา และ กระบวนการหาวิธีการหรือนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาผู้เรียนจะต้องใช้ความรู้อันหลากหลาย (Multi Knowledge) และ ทักษะที่หลากหลาย(Multi skills) ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเข้าถึงความเข้าใจหลักของเนื้อหาชุดนั้น และเกิดทักษะอันหลากหลายที่จำเป็นสำหรับศตวรรษใหม่ (21st Century Skills) ได้แก่ ทักษะการเรียนรู้และการเรียนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ทักษะการสังเคราะห์ข้อมูลและการจัดการความรู้ ทักษะชีวิต(ทำกินเป็น อยู่ได้ใช้เป็น) เช่น ทักษะ ICT การทำงานร่วมกัน การจัดการความขัดแย้ง การสื่อสาร การคิดหลายระดับ การสร้างปัจจัยการดำเนินชีวิต การดูแลสุขภาพ การแสวงหาข้อมูล การปรับตัว การออกแบบวิถีชีวิต อุปนิสัย การชี้นำตนเอง จิตสำนึกต่อคนอื่น วัฒนธรรมอื่นและต่อโลก (PBL กระบวนการเรียนรู้จากปมปัญหาสู่ปัญญา , 2555 : วิเชียร ไชยบัง, 2555)

         วิธีการแห่งศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้เป็นวิธีการทรงงานมาตลอดรัชสมัย ทรงใช้คำว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” หลักการทรงงาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนานั้น ทรงใช้กับทั้ง คน วัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และ วัฒนธรรม มีความลุ่มลึกและมีโครงการพระราชดำริหรืองานอื่นที่ทรงทำเป็นตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจนวิธีการแห่งศาสตร์พระราชา เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ดังนี้ 1) เข้าใจ (Understanding) นั้นประกอบด้วยองค์ประกอบย่อย 4 องค์ประกอบ คือ  (1) การใช้ข้อมูลที่มีอยู่ (Existing data) (2) การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical data) (3) การวิเคราะห์และวิจัย (Analytics and Research) และ (4) การทดลองจนได้ผลจริง (Experiment till actionable results) 2)เข้าถึง (Connecting) นั้นประกอบด้วยองค์ประกอบย่อย 3 องค์ประกอบ คือ (1) ระเบิดจากข้างใน (Inside-out blasting) (2) เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย (Understand target) และ (3) สร้างปัญญา (Educate) และ 3)พัฒนา (Developing) แนวพระราชดำริในการพัฒนานั้นเมื่อทรงเข้าใจ เข้าถึง แล้วจึงพัฒนานั้นทรงมีหลักการสำคัญ คือ (1) เริ่มต้นด้วยตนเอง (Self-initiated) (2) พึ่งพาตนเองได้ (Self-reliance) และ  3) ต้นแบบเผยแพร่ความรู้ (Prototype and role model)ดังนั้น “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” จึงเป็นวิธีการแห่งศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นการปกครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามอย่างแท้จริง 

         จากเหตุผลที่กล่าวมา ผู้วิจัยตระหนักถึงความสำคัญของการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ( Problem based Learning : PBL) เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนได้ศึกษากรณีตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์ปัญหา สาเหตุ และหาแนวทางแก้ปัญหาหรือป้องกันปัญหาดังกล่าว ซึ่งกรณีตัวอย่างที่นำมาให้นักเรียนศึกษานั้น เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของผู้เรียน มุ่งพัฒนาผู้เรียนในด้านทักษะและกระบวนการเรียนรู้ สามารถเรียนรู้โดยการสร้างองค์ความรู้ โดยผ่านกระบวนการคิดด้วยการแก้ปัญหาซึ่งเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยผสานหลักการทำงานของศาสตร์พระราชา ที่มีสิ่งสำคัญในการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน คือ ปัญหาเศรษฐกิจในชุมชน เพราะปัญหาที่ดีจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจใฝ่หาความรู้ ในการเลือกศึกษาปัญหาที่มีประสิทธิภาพ จะต้องคำนึงถึงพื้นฐานความรู้ ความสามารถของผู้ของผู้เรียน ประสบการณ์ความสนใจ และภูมิหลังเพราะคนเรามีแนวโน้มที่สนใจเรื่องใกล้ตัวมากกว่าเรื่องไกลตัว สนใจสิ่งที่มีความหมาย มีความสำคัญต่อตนเองและเป็นเรื่องที่ตนเองใคร่รู้(ชัยชนม์ หลักทอง, 2556) ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) ผสานหลักการทำงานของศาสตร์พระราชาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนกำแพง อย่างเต็มศักยภาพ และเตรียมความพร้อมผู้เรียนในทักษะต่างๆ ที่สำคัญในการศึกษาของศตวรรษที่ 21 ต่อไป

 

2. วัตถุประสงค์และเป้าหมายของวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ

         เพื่อการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) ผสานหลักการทำงานของศาสตร์พระราชา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้นักเรียนร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์การประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ร้อยละ 70 ขึ้นไป

 

3. กระบวนการ/ขั้นตอนการดำเนินการ

         ขั้นตอนในพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) ผสานหลักการทำงานของศาสตร์พระราชา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีขั้นตอน 6 ขั้นตอน ดังนี้

 

ขั้นตอนในพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) ผสานหลักการทำงานของศาสตร์พระราชา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 มีขั้นตอน 6 ขั้นตอน ดังนี้

เข้าใจ

(1) การกำหนดปัญหา เป็นขั้นที่ผู้สอนจัดสถานการณ์ต่างๆกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและมองเห็นปัญหาสามารถกำหนดสิ่งที่เป็นปัญหาที่ผู้เรียนอยากรู้อยากเรียนได้และเกิดความสนใจที่จะค้นหาคำตอบ

(2) การทำความเข้าใจกับปัญหา ผู้เรียนจะต้องทำความเข้าใจปัญหาที่ต้องการเรียนรู้ซึ่งผู้เรียนจะต้องสามารถอธิบายสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับปัญหาได้

เข้าถึง

(3) การดำเนินการศึกษาค้นคว้า ผู้เรียนกำหนดสิ่งที่ต้องเรียนดำเนินการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองด้วยวิธีการหลากหลาย

(4) การสังเคราะห์ความรู้ เป็นขั้นที่ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้ค้นคว้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอภิปรายผลและสังเคราะห์ความรู้ที่ได้มาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด

(5) การสรุปและประเมินค่าของคำตอบ ผู้เรียนแต่ละกลุ่มสรุปผลงานของกลุ่มตนเองและประเมินผลว่าข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้ามีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใดโดยพยายามตรวจสอบแนวคิดภายในกลุ่มของตนเองอย่างอิสระทุกกลุ่มช่วยกันสรุปองค์ความรู้ในภาพรวมของปัญหาอีกครั้ง

พัฒนา

(6) การนำเสนอและประเมินผลงาน ผู้เรียนนำข้อมูลที่ได้มาจัดระดับองค์ความรู้และนำเสนอเป็นผลงานในรูปแบบที่หลากหลายผู้เรียนทุกกลุ่มรวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาร่วมกันประเมินผลงาน

ซึ่งสรุปได้ดังภาพที่ 1

 

 

4. ผลการดำเนินการ/ผลสัมฤทธิ์/ประโยชน์ที่ได้รับ

       จากการดำเนินการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) ผสานหลักการทำงานของศาสตร์พระราชา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืน

1. ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยหาสาเหตุของปัญหาด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ( Problem based Learning : PBL) ผสานหลักการทำงานของศาสตร์พระราชา

2. ผู้เรียนเกิดกระบวนการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ( Problem based Learning : PBL) ผสานหลักการทำงานของศาสตร์พระราชา

3. ให้นักเรียนร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์การประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ร้อยละ 70 ขึ้นไป

 

5. ปัจจัยความสำเร็จ

       การดำเนินงานในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพราะได้รับการสนับสนุนจากท่านผู้อำนวยการ นายสมพร อาษา อีกทั้งยังได้รับคำปรึกษา คำแนะนำ และแนวทางในการดำเนินงานจากนางกฤษณา คุณมาศ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ได้รับความช่วยเหลือร่วมศึกษา ดำเนินงานและร่วมพัฒนาการจัดการเรียนรู้ครั้งนี้จากนางสาวสุดาวรรณ กันทะมา นางสาวรุ่งรัตน์ ใจเต็ม และนางสุดารัตน์ พิมณุวงศ์ ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ รวมทั้งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนกำแพง ที่ตั้งใจเรียนรู้ โดยการศึกษาปัญหา เพื่อหาสาเหตุและหาแนวทางแก้ปัญหาด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้   โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ( Problem based Learning : PBL) ผสานหลักการทำงานของศาสตร์พระราชา ส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษาปัญหา ผ่านทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์วิธีการแก้ปัญหา ใช้ทักษะการทางานกลุ่มในการคัดเลือกวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุด ฝึกความกล้าแสดงออก ฝึกความเป็นผู้นำ ผู้ตามเป็นผู้พูดและผู้ฟังที่ดี จนตระหนักถึงความสำคัญของคณิตศาสตร์ ผสานหลักการทำงานของศาสตร์พระราชา พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ต่อไป

 

6. บทเรียนที่ได้รับ (Lesson Learned)

       การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) ผสานหลักการทำงานของศาสตร์พระราชา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ครูควรศึกษาความรู้หรือทัศนคติเบื้องต้นที่นักเรียนมีต่อคณิตศาสตร์ ปรับความรู้พื้นฐาน ศึกษานวัตกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ( Problem based Learning : PBL) และศาสตร์พระราชาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาเรื่องความน่าจะเป็น กับหลักเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา อีกทั้งต้องศึกษาขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้และการบริหารชั้นเรียนเชิงบวกให้เหมาะสมต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน อธิบายขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนทราบอย่างชัดเจน ร่วมกันตั้งกติกาของชั้นเรียนระหว่างครูผู้สอนและนักเรียน และสำคัญที่สุดคือการควบคุมเวลาในแต่ละขั้นตอนให้เป็นไปตามที่กำหนดมากที่สุด การจัดการเรียนรู้เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ( Problem based Learning : PBL) ผสานหลักการทำงานของศาสตร์พระราชา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นี้ ส่งเสริมให้นักเรียนมีความเข้าใจในแก่นแท้ของคณิตศาสตร์ ผ่านมุมมองของศาสตร์พระราชา รู้จักการวางแผนการดำเนินชีวิตในยุคโลกาภิวัตน์ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี

 

7. การเผยแพร่/การได้รับการยอมรับ/รางวัลที่ได้รับ

         เผยแพร่ในเว็บไซต์ www.kps.ac.th

 

 

มุมครู : เผยแพร่ผลงาน